วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554

ความรู้เรื่อง search engine





ความหมาย Search Engine

Search Engine คือ เครื่องมือการค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต ที่ทุกคนสามารถหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตก็ได้ โดยกรอกข้อมูลที่ต้องการค้นหา หรือ Keyword (คีย์เวิร์ด) เข้าไปที่ช่อง Search Box แล้วกด Enter ข้อมูลที่เราค้นหาก็จะถูกแสดงออกมาอย่างมากมาย เพื่อให้เราเลือกข้อมูลตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด โดยลักษณะการแสดงผลของ Search Engine นั้นจะทำการแสดงผลแบบ เรียงอันดับ Search Results ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์

9 สิ่งที่คุณยังไม่รู้เกี่ยวกับ Search engine มีดังนี้

1. Search Engine ถูกประดิษฐ์ครั้งแรกในปี 1936 โดยนำแนวความคิดของการคิดค้นเรื่อง hypertxt และการจัดเก็บสารสนเทศ โดยในปี 1936 นั้นเองมีการประดิษฐ์เครื่องมือที่ชื่อว่า Memex เอาไว้สำหรับเก็บข้อมูลสารสนเทศ(สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Memex จริงๆ ผมเคยเขียนถึงสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้แล้ว ในเรื่อง ““เมมเมคซ์ (Memex)” คืออะไร“)

2. Search Engine เป็นความมหัศจรรย์ของการสืบค้นข้อความอัตโนมัติ ในปี 1960 มีการประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อช่วยในการสืบค้นสารสนเทศ และข้อมูลอัตโนมัติโดยใช้ชื่อว่า “SMART information retrieval system” เพื่อใช้ในวงการห้องสมุด

3. Search Engine ครั้งแรกบนอินเทอร์เน็ต ครั้งแรกบนอินเทอร์เน็ต Search Engine ถูกเรียกว่า “Archie”, โดยทำหน้าที่เป็นการจัดเก็บ Index ของ File FTP

4. Search Engine ครั้งแรกบน www ครั้งแรกบน www ในปี 1993 Search Engine ถูกเรียกว่า “Wandex”, ใช้ในปี 1993 และมีการใช้เครื่องมือในการดึงข้อมูลเว็บไซต์อัตโนมัติ “web crawler” เป็นครั้งแรก โดยเรียกว่า “World Wide Web Wanderer” โดยเขียนใช้ภาษา Perl ในการเขียนโปรแกรม และผู้ที่เขียน คือ Matthew Gray (ปัจจุบันทำงานที่ google)

5. ความซับซ้อนของ Search Engine ในอดีตมีไม่มาก ในปี 1993 ที่มีการใช้เครื่องมือทางด้าน Search Engine ครั้งแรกนั้น ในปีนั้นมีเว็บไซต์ทั่วโลกรวมกันแค่ 623 เว็บไซต์เท่านั้นเอง ดังนั้นระบบจึงไม่ซับซ้อนมากเท่าปัจจุบันซึ่งมีเว็บไซต์มากกว่า 162 ล้านเว็บไซต์

6. ครั้งแรกของการใช้ Full text Search การกำเนิดของ Full text search เกิดขึ้นในปี 1994 โดยใช้ WebCrawler ในการดึง Index ข้อมูลส่วน หัวเรื่อง และชื่อเรื่องของแต่ละหน้าเว็บไซต์ ปัจจุบัน WebCrawler เปลี่ยนวิธีในการดึงข้อมูลจากชื่อเรื่อง และส่วนหัวมาเป็น Meta tag แทน

7. การกำเนิดต้นแบบของ Google ในปี 1996 Larry Page และ Sergey Brin ทำโครงงานปริญญาร่วมกันโดยคิดค้นเทคโนโลยีเพื่อการดึงข้อมูลเว็บไซต์ ซึ่งเรียกว่า BackRub (เทคโนโลยีที่เป็นจุดกำเนิดของ Google)

8. Yahoo และ Microsoft สายเกินไปสำหรับเกมส์ในครั้งนี้ Yahoo และ Microsoft ไม่เคยมีเทคโนโลยี Search Engine เป็นของตัวเองเลยจนกระทั่งปี 2004 โดยก่อนหน้านี้ Yahoo Search ใช้ข้อมูลจาก AltaVista และ Inktomi รวมถึงใช้ Engine ของ Google ไปพร้อมๆ กัน ส่วนทาง Microsoft หรือ MSN Search (ปัจจุบันเรียกว่า Live Serach) ใช้ข้อมูลเหมือนกับของ yahoo เพียงแต่ไม่ใช้ Engine ของ Google

9. Search Engine ทั้งสามต้องแข่งขันกันต่อไป มีคนบอกว่า Google, Yahoo, Microsoft คือปรากฏการณ์แห่งการสืบค้นที่ยิ่งใหญ่ แต่ในความเป็นจริงแล้วปัจจุบันมีการประดิษฐ์ Search Engine ที่เป็นแบบ local search มากขึ้น จริงอยู่ที่บอกว่าบริษัททั้งสามเป็นสุดยอดของการสืบค้น แต่ในลักษณะของการสืบค้นเฉพาะท้องถิ่น หรือเฉพาะประเทศ ทั้งสามอาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ในแต่ละประเทศนั้นๆ ก็ได้ เช่น ในประทศจีน ก็จะมี Search Engine ที่ชื่อว่า baidu อีกหนึ่งที่เป็นคู่แข่งได้ ดังนั้นถึงแม้ว่าทั้งสามบริษัทจะใหญ่ขนาดไหนแต่ก็ต้องพัฒนาการสืบค้นเฉพาะท้องถิ่นกันต่อไป

Search Engine มี 3

ประเภท ประเภทที่ 1 Crawler Based Search Engines คือ เครื่องมือการค้นหาบนอินเตอร์เน็ตแบบอาศัยการบันทึกข้อมูล และ จัดเก็บข้อมูลเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นจำพวก Search Engine ที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากให้ผลการค้นหาแม่นยำที่สุด และการประมวลผลการค้นหาสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีบทบาทในการค้นหาข้อมูลมากที่สุดในปัจจุบัน โดยมีองค์ประกอบหลักเพียง 2 ส่วนด้วยกันคือ 1. ฐานข้อมูล โดยส่วนใหญ่แล้ว Crawler Based Search Engine เหล่านี้จะมีฐานข้อมูลเป็นของตัวเอง ที่มีระบบการประมวลผล และ การจัดอันดับที่เฉพาะ เป็นเอกลักษณ์ของตนเองอย่างมาก 2. ซอฟแวร์ คือ เครื่องมือหลักสำคัญที่สุดอีกส่วนหนึ่งสำหรับ Serch Engine ประเภทนี้ เนื่องจากต้องอาศัยโปรแกรมเล็กๆ ทำหน้าที่ในการตรวจหา และทำการจัดเก็บข้อมูล หน้าเพจ หรือ เว็บไซต์ต่าง ๆ ในรูปแบบของการทำสำเนาข้อมูล เหมือนกับต้นฉบับทุกอย่าง ซึ่งเราจะรู้จักกันในนาม Spider หรือ Web Crawler หรือ Search Engine Robots เช่น http://www.google.com/



ประเภทที่ 2 Web Directory หรือ Blog Directory คือ สารบัญเว็บไซต์ที่ให้สามารถค้นหาข่าวสารข้อมูล ด้วยหมวดหมู่ข่าวสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน ในปริมาณมากๆ คล้าย ๆ กับสมุดหน้าเหลือง ซึ่งจะมีการสร้าง ดรรชนี มีการระบุหมวดหมู่อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้การค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ตามหมวดหมู่นั้น ๆ ได้รับการเปรียบเทียบอ้างอิง เพื่อหาข้อเท็จจริงได้ในขณะที่เราค้นหาข้อมูล เพราะว่าจะมีเว็บไซต์มากมาย หรือ Blog มากมายที่มีเนื้อหาคล้าย ๆ กันในหมวดหมู่เดียวกัน ให้เราเลือกที่จะหาข้อมูลได้อย่างตรงประเด็นที่สุด (ลดระยะเวลาได้มากในการค้นหา) ตัวอย่างเช่น 1. ODP หรือ Dmoz ที่หลาย ๆ คนรู้จัก ซึ่งเป็น Web Directory ที่ใหญ่ที่สุดในโลก Search Engine หลาย ๆ แห่งก็ใช้ข้อมูลจากที่แห่งนี้เกือบทั้งสิ้น เช่น Google, AOL, Yahoo, Netscape และอื่น ๆ อีกมากมาย ODP มีการบันทึกข้อมูลประมาณ 80 ภาษาทั่วโลก รวมถึงภาษาไทยด้วย (URL : http://www.dmoz.org ) 2. สารบัญเว็บไทย SANOOK ก็เป็น Web Directory ที่มีชื่อเสียงอีกเช่นกัน และเป็นที่รู้จักมากที่สุดในเมืองไทย(URL : http://webindex.sanook.com )

ประเภทที่ 3 Meta Search Engine คือ Search Engine ที่ใช้หลักการในการค้นหาโดยอาศัย Meta Tag ในภาษาHTML ซึ่งมีการประกาศชุดคำสั่งต่าง ๆ เป็นรูปแบบของ Tex Editor ด้วยภาษา HTML นั่นเองเช่น ชื่อผู้พัฒนา คำค้นหา เจ้าของเว็บ หรือ บล็อก คำอธิบายเว็บหรือบล็อกอย่างย่อ ผลการค้นหาของ Meta Search Engine นี้มักไม่แม่นยำอย่างที่คิด เนื่องจากบางครั้งผู้ให้บริการหรือ ผู้ออกแบบเว็บสามารถใส่อะไรเข้าไปก็ได้มากมายเพื่อให้เกิดการค้นหาและพบเว็บ หรือ บล็อกของตนเองและอีกประการหนึ่งก็คือ มีการอาศัย Search Engine Index Server หลาย ๆ แห่งมาประมวลผลรวมกัน จึงทำให้ผลการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ไม่เที่ยงตรงเท่าที่ควร


ตัวอย่าง Search Engine ที่นิยมใช้มีทั้งเว็บไซต์ที่เป็นของต่างประเทศ และของไทยเอง ตัวอย่างเว็บไซต์ของต่างประเทศ ได้แก่ http://www.yahoo.com http://www.google.com http://www.infoseek.com http://www.ultraseek.com http://www.lycos.com http://www.excite.com http://www.altavista.digital.com http://www.opentext.com http://www.hotbot.com http://www.webcrawler.com http://www.dejanews.com http://www.elnet.net สำหรับเว็บไซต์ของไทย ได้แก่ http://www.sanook.com http://www.siamguru.com


บทสรุป ปัจจุบันเป็นยุคของข้อมูลและข่าวสาร ดังนั้น Search Engine จึงมีประโยชน์มากต่อผู้ที่ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้อมูลและโดยเฉพาะ อย่างยิ่งผู้ที่ต้องการให้ข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต โดยที่ Search Engine ทำหน้าที่เป็นแหล่งที่ให้ข้อมูลที่ได้จากการเก็บและรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซด์ต่างๆ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาในการค้นหา แต่เนื่องจากการที่มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ในแต่ละปี จึงทำให้ธุรกิจบนอินเตอร์เน็ตเป็นตลาดการค้าเสรีไร้พรมแดนที่ใหญ่มากและมีการแข่งขันสูง ดังนั้นจึงมีหลายเว็บไซด์ที่พยายามหาทางทำให้เว็บไซด์ของตนติดอันดับต้นๆ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน โดยเจตนาทำ Spam เพื่อให้ข้อมูล ที่ไม่เป็นจริงหรือเกินความจริงกับ Spider ในการจัดทำฐานข้อมูลของ Search Engine อย่างไรก็ตามผู้ใช้อินเตอร์เน็ตไม่ต้องกังวลเรื่อง Spam มากนักเพราะว่า Search Engine หลายแห่งมีความสามารถในการตรวจ Spam ประเภทต่างๆ ได้ จะต่างกันก็ตรงที่ Search Engine แต่ละแห่งอาจจะเข้มงวดกับเรื่องของการ Spam ไม่เท่ากัน โดยที่เทคนิคการ Spam บางอย่างอาจไม่เป็นที่ยอมรับได้ใน Search Engine หนึ่ง แต่อาจจะทำให้เว็บไซต์ยังติดอันดับอยู่ใน Search Engine อีกแห่งหนึ่ง ดังนั้นถ้าคุณ รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมกับการที่คู่แข่งใช้เทคนิคพวกนี้ มาเอาเปรียบคุณ สิ่งที่คุณควรทำ ไม่ใช่โกงตามเค้า แต่ให้ email แจ้งไปที่ editor ของ Search Engine ได้เลย เพราะ Search Engine ทุกแห่งพร้อมรับแจ้งปัญหาลักษณะนี้อยู่แล้ว เพียงแต่คุณต้องตรวจดู ให้แน่ชัดว่าเป็นการ Spam จริงๆ (ไม่ใช่มาใส่ร้ายกัน) และควรระบุจุดปัญหาที่เจอไปด้วย เพื่อว่าทาง editor จะได้ดำเนินการได้เร็วขึ้น

ความรู้เรื่อง Youtube


ยูทรูฟ YouTube เป็นการดำเนินธุรกิจประเภทที่ได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจาก กูเกิร์ล โดยได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2548 (February 15,2005) บุคคลที่เป็นแกนนำสำคัญ คือ ชาร์ด เฮอร์เลย์ (Chad Hurley) เป็นผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร (CEO) สตีฟว์ เชน (Steve Chen) เป็นผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) และ จาร์เวด การิม (Jawed Karim) เป็น ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษา ในปี 2549 ยูทรูฟมีพนักงานหรือลูกจ้างในการปฏิบัติงาน 67 คน ซึ่งยูทรูฟนั้นอยู่ในธุรกิจการดำเนินงานหรือเป็นเจ้าของโดย กูเกิร์ล(Google) มีสโลแกนเพื่อกระตุ้นจูงใจว่า “คลื่นเสียงนี้เป็นของคุณ (Broadcast Yourself)” และมีเว็บไซต์ www.youtube.com ยูทรูฟ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย จากการให้บริการวิดีโอแบบไม่มีค่าใช้จ่าย (free video sharing) และเปิดบริการเว็บไซต์ที่ผู้ใช้สามารถเข้าไปอัฟโลดน์(upload) เพื่อ ให้เห็นภาพและแลกเปลี่ยนภาพและเสียงผ่านคลิ๊ปวิดีโอ ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2548 จากการปฏิบัติงาน ของ 3 องค์กรร่วมกัน ได้แก่ PayPal , San Bruno (ซึ่งเป็นผู้ให้สิทธิในการบริการ) และ Adobe Flash ซึ่ง นำเสนอหรือดูแลในส่วนของวิดีโอ ยูทรูฟมีการบริการที่กว้างขวางและหลากหลาย โดยเนื้อหาการบริการจะรวมไปถึง ภาพยนตร์ และ รายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศในช่วงเวลาสั้น ๆ (TV clips) และมิวสิควิดีโอ ซึ่งเป็นการบริการที่ดีเหมือนกับการใช้การรับส่งวิทยุโดยมือสมัครเล่น แต่เนื้อหาเช่นเดียวกันกับการรับส่งวิดีโอ (videoblogging) ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทีมงานหลัก 67 คน ของยูทรูฟ ได้รับการยกย่อง จากบริษัทที่ถูกเรียกชื่อว่า TIME แม็กกาซีน ให้เป็น “นักคิดหรือนักประดิษฐ์แห่งปี” ประจำปี 2549 และในเดือนตุลาคม 2549

เช่น กันที่ กูเกิร์ล ได้ประกาศว่ายูทรูฟได้ขยายขอบเขตการให้บริการได้จำนวนมากเป็นไปตามความต้อง การของบริษัท ซึ่งมีมูลค่าถึง 1.65 ล้านล้านเหรียญสหรัฐตามข้อมูลของกูเกิร์ล ที่บันทึกไว้เมื่อ 13 พฤศจิกายน 2549 สำนักงานใหญ่ของยูทรูฟแรกเริ่มตั้งขึ้นใน ซาน เมททิโอ (San Mateo) ยูทรูฟถูกก่อตั้งขึ้นโดย ชาร์ด เฮอร์เลย์ (Chad Hurley) สตีฟว์ เชน (Steve Chen) และจาร์เวด การิม (Jawed Karim) ซึ่งบุคคลเหล่านี้ได้เริ่มแรกโดยการเป็นพนักงานของ PayPal ซึ่งรองประธานบริษัท PayPal คือ เฮอร์เลย์ (Hurley) ศึกษาการออกแบบที่ มหาวิทยาลัยอินเดียน่าของเพลซิลวาเนีย (Indiana University of Pennsylvania) ส่วน Chen และ Karim ศึกษาในสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ด้วยกันที่มหาวิทยาลัยอิลินอยส์ (University of Illinois at Urban-Champaign) โดยได้ใช้ชื่อจดทะเบียนว่า “ YouTube.com” และ เริ่มดำเนินการเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2548 และเว็บไซต์นี้ก็ได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเดือน ฝ่ายพัฒนาและสร้างสรรค์งานได้จัดให้มีการทดลองเผยแพร่เว็บไซต์นี้ในเดือน พฤษภาคม 2548 และใน 6 เดือนต่อมายูทรูฟ ก็ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชน

ยูทรูฟเป็นเทคโนโลยีของการเล่นวีดีโอ ที่สามารถอัดเก็บไว้ได้และนำมานำเสนอได้ใหม่ที่อยู่บนพื้นฐานของการโปรแกรม Macromedia’s FlashPlayer 7 และใช้โปรแกรมบันทึกวิดีโอแบบ Sorenson Spark H.263 อีกทั้งเทคโนโลยีนี้มีความสอดรับกับยูทรูฟ ที่จะสามารถใช้วิดีโอเล่นภาพและเสียงได้อย่างมีคุณภาพเทียบเคียงได้กับการ วิดีโอที่เล่นอยู่ที่บ้านและสามารถนำกลับมาเล่นซ้ำได้เหมือนกับ Windows Media Player, Realplayer หรือ Quicktime Player ของแอปเปิ้ล(Apple) ที่ผู้ใช้โดยทั่วไปต้องการที่จะ ดาวน์โลด(Download) และติดตั้งเบาซ์เซอร์ (browser plug-in) และเสียบสายเชื่อมต่อเพื่อจะดูวิดีโอ หากต้องการใช้ภาพเคลื่อนไหวด้วยตัวมันเองก็เพียงแต่เชื่อมต่อ แต่การใช้โปรแกรม Flash 7 ตอบสนองต่อการเล่นของผู้ใช้ได้ดีราว ๆ 90 % เมื่อทำการเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ต หรือในอีกทางหนึ่งผู้ใช้ (Users) สามารถเข้าไปใช้โดยเข้าเป็นสมาชิกของ เว็บไซต์เพื่อที่จะทำการ Download วิดีโอมาติดตั้งไว้ในคอมพิวเตอร์ของตนเอง

การ ใช้วิดีโอเพื่อเล่นภาพและเสียงเคลื่อนไหวเป็นที่ชื่นชอบและเป็นองค์ประกอบ สำคัญที่ทำให้ ยูทรูฟประสบความสำเร็จ และการยอมให้ผู้ชมเข้าไปดูวิดีโอได้ทันทีทันใด โดยไม่ต้องทำการติดตั้งโปรแกรมหรือต้องไปจัดการกับปัญหาเดิม ๆ ที่ผู้ใช้เคยมีประสบการณ์กับเทคโนโลยีวิดีโอจากเว็บไซต์อื่น ๆ ที่การใช้เทคโนโลยีเข้ากันไม่ได้ หรือมีการใช้วีดีโอสำหรับผู้เล่นวีดีโอหลายระดับมาก ก็เหมือนกับหลาย ๆ เทคโนโลยีที่ริเริ่มขึ้นมา ยูทรูฟได้ถูกเริ่มต้นขึ้นเหมือนกับวิสาหกิจ Angel Investor ที่ เป็นธุรกิจเล็ก ๆ และสำนักงานที่มีมูลค่าไม่สูงนัก หรือเหมือนอู่รถยนต์ ในพฤศจิกายน พ.ศ. 2548 มีกองทุนหนึ่งเข้ามาบริหารความเสี่ยง “Sequoia Capital” และลงทุนให้กับ ยูทรูฟ ถึง 3.5 ล้านเหรียญ ฯ

ข้อควรทราบ เกี่ยวกับ พรบ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550


ภัยจากอินเตอร์เน็ต



พรบ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐

เมื่อได้อ่าน พรบ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แล้ว เริ่มเครียดครับ เนื่องจาก ผู้ให้บริการ Hosting และ Webprograming ต้องยุ่งยากในการเขียนเก็บข้อมูลของผู้เข้ามาใช้งานว่าโดยเฉพาะการ เช็ค IP , วันเวลาที่เข้ามาใช้งาน และอีกหลาย ๆ อย่างซึ่งนอกจากเรื่องการพัฒนาโปรแกรมแล้ว ยังต้องมีการเก็บไฟล์ซึ่งทำให้ฐานข้อมูลโตขึ้นอีกด้วย ทั้งยังเว็บบอร์ด อันเป็นที่นิยมของเหล่านักโพส ทั้งหลาย ซึ่งวันนึง วันนึง ไม่รู้มีใครมาโพส เป็นจำนวนร้อย - พัน ต่อวัน คราวนี้เหล่าชาวเว็บมาสเตอร์ และผู้ดูแลโฮสติ้ง ต้องหนาว ๆ ร้อน ๆ ไปตาม ๆ กัน ต่อไป ใครทำอาชีพเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ขาข้างนึ่งคงก้าวเข้าไปอยู่ในคุก พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐ เอกสาร ผ่านการเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติ การลงพระปรมาภิไธย และการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๐ และจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๐ พระราชบัญญัตินี้ จะมีผลกระทบกับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต โดยทั่วไป เพราะหากท่านทำให้เกิดการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ (ไม่ว่าจะบังเอิญหรือตั้งใจ) ก็อาจจะมีผลกับท่าน และที่สำคัญ คือผู้ให้บริการ ซึ่งรวมไปถึงหน่วยงานต่างๆที่เปิดบริการอินเทอร์เน็ตให้แก่ผู้อื่นหรือกลุ่มพนักงาน/นักศึกษาในองค์กร ท่านมีหน้าที่หลายอย่าง ในฐานะ "ผู้ให้บริการ"

ผู้ใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต

ในฐานะบุคคลธรรมดาท่านไม่ควรทำในสิ่งต่อไปนี้ เพราะจะทำให้ท่านอาจจะมีความผิดตาม พรบ.นี้

1. บอก user ID และ password ของท่านแก่ผู้อื่น (โดยท่านไม่ทราบว่าผู้อื่นจะนำไปใช้งานเข้าสู่ระบบเมื่อใด หรือนำไปใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่) ท่านอาจจะเสียหายเอง ท่านอาจจะเสียหายยิ่งขึ้น หาก ID และ password เกี่ยวข้องกับบัญชีธนาคารหรือบัตรเครดิต

2. นำ user ID และ password ของผู้อื่นไปเผยแพร่

3. ในผู้อื่นยืมใช้เครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งท่านได้สั่งให้เครื่องจำ user ID และ password เอาไว้เพื่อความสะดวกในการเข้าสู่ระบบข้อมูลหรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

4. ติดตั้งระบบเครือข่ายไร้สายในบ้านหรือที่ทำงานโดยไม่ใช้มาตรการการตรวจสอบผู้ใช้งานและการเข้ารหัสลับ ซึ่งมีผลทำให้คนทั่วไปที่อยู่ริมถนน หรือข้างบ้าน เข้าร่วมใช้ระบบไร้สายของท่านเพื่อไปกระทำความผิด

5. เมื่อได้รับภาพหรือข้อความ หรือภาพเคลื่อนไหวที่ผิดกฎหมาย (เช่น ลามกอนาจาร ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สร้างปัญหาความมั่นคง ทำให้บุคคลเสียชื่อเสียง/หมิ่นประมาท ฯลฯ) แล้วไปส่งต่อให้ผู้อื่น หรือเก็บไว้ในเครื่องของท่าน

ผู้ให้บริการ อาจจะเป็นท่าน หรือหน่วยงานของท่าน มีหน้าที่และสิ่งที่ต้องทำมากกว่าบุคคลทั่วไป สิ่งที่ท่านข้องเข้าใจ คือ



  • ผู้ให้บริการ นอกจากจะหมายถึง Internet Service Provider ทั่วไปแล้ว ยังหมายถึง ผู้ดูแลแลเว็บ และครอบคลุมถึงหน่วยงานที่มีการจัดบริการออนไลน์ บริการใช้อินเทอร์เน็ตและเครือข่ายทั่วไปในหน่วยงานของตนเองอีกด้วย


  • หากท่านเข้าข่ายการเป็นผู้ให้บริการตามกฎหมายนี้ ท่านต้องทำตามหน้าที่ของ ผู้ให้บริการ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติฯนี้ ว่า

"มาตรา ๒๖ ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้


ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้าสิบวันแต่ไม่เกินหนึ่งปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได้ ผู้ให้บริการจะต้องเก็บรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการนับตั้งแต่เริ่มใช้บริการและต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับตั้งแต่การใช้บริการสิ้นสุดลง...


ผู้ให้บริการผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท"




  • เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำหน้าที่ของผู้ให้บริการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จะออกประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์การเก็บรักษา Traffic data ของผู้ให้บริการ เพื่อให้ผู้ให้บริการทุกแบบ สามารถทำหน้าที่เก็บ logfile ของข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ได้ตรงตามความจำเป็นขั้นต่ำ ประกาศดังกล่าวนี้ ยังเป็นหนทางที่จะทำให้เกิดธุรกิจบริการรับฝากข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ขึ้นได้ เพราะจะมีผู้ให้บริการขนาดเล็กจำนวนมาก ที่ไม่สามารถทำตาม พรบ.นี้ได้ด้วยตนเอง (อาจมีประกาศอื่นตามมาอีก)


  • ในการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ให้น่าเชื่อถือ ขอให้ท่านยึดหลักการง่ายๆดังนี้

ข้อมูลที่เก็บ ต้องมีรายการที่สามารถระบุว่า ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ เป็นใคร เข้ามาทางเครือข่ายทางประตูใด มีหมายเลข IP อะไร ใช้โปรแกรมประยุกต์อะไร ในห้วงเวลาใด


นาฬิกาของเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สื่อสารต้องมีการตั้งเวลาให้ตรงกับนาฬิกาอะตอมที่ใช้อ้างอิง เช่น ที่ NIST กรมอุทกศาสตร์ สถาบันมาตรวิทยา หรือใช้เทียบเวลากับเครื่อง time server ผ่านทางอินเทอร์เน็ต เช่น clock.nectec.or.th ซึ่งระบบทั่วไป สามารถตั้งเวลาให้ตรงกับเวลามาตรฐานได้ด้วยความแม่นยำในระดับ 1 ไมโครวินาที


ข้อมูลจราจร ต้องมีการจัดเก็บอย่างปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่อการถูกแก้ไข หรือสื่อข้อมูลเสื่อมคุณภาพ ในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน ที่มา


วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554

ความรู้เรื่อง Blog

การสร้างBlogger

บล็อก (Blog) หรือ เว็บล็อก (weblog) เป็นหน้าเว็บประเภทหนึ่งของ blog ย่อมาจากคำว่า Web log ซึ่งประกอบด้วย 2 คำมีความหมายคือ

คำว่า Web มาจาก เวิลด์ไวด์เว็บ

คำว่า log หมายถึง บันทึก 6[yo

เมื่อรวมกัน Web log จึงหมายถึง การบันทึก เวิลด์ไวด์เว็บ (ชนะ เทศทอง .2550 : 2)

ตามรูปแบบของบล็อกในปัจจุบัน คือ เว็บส่วนตัว หรือ ไดอารี่อนนไลน์ที่จะบันทึก ข้อความ บทความต่าง ๆ และเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บบล็อกของเรา ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่เราบันทึกไว้ได้ ซึ่งบล็อกของแต่ละคนมักจะสะท้อนบุคลิกและเรื่องราวที่สนใจของเจ้าของบล็อก

ประโยชน์ของ Blog

การเขียนบล็อกมีทั้งการให้บริการแบบไม่เสียค่าบริการและเสียค่าใช้บริการ อีกทั้งปัจจุบันมีแนวโน้มการสมัครเป็นสมาชิกของบล็อกมีมากขึ้น เนื่องจากการเขียนบล็อกมีผลกระทบในหลาย ๆ ด้าน ผู้คนจึงให้ความสนใจ และเล็งเห็นถึงประโยชน์ของบล็อกซึ่งสรุปได้ดังนี้ (สหัสา อินทรฤทธิ์.2551: 3)

2.1 ให้ข่าวสารข้อมูล

เว็บไซต์ของเราเอง เราสามารถที่จะทำตัวเป็น Guru หรือผู้รู้ด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษได้ ทั้งเรื่องกีฬา แฟชั่น ดนตรี หรือเรื่องอะไรก็ได้ไม่เว้นแม้แต่เรื่องเหตุบ้านการเมือง เมื่อเราเป็นฝ่ายให้ข้อมูลไปก็ต้องระวังเรื่องเสียงตอบรับกลับมาด้วยเช่นเดียวกัน

2.2 ให้ข้อคิดเห็นและใช้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

เว็บบล็อกจะมีระบบคอมเมนต์บล็อกที่เราเขียนไว้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกของเรา ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่เขียนไว้ในบล็อกและสนใจเหมือนกัน

2.3 พบเจอเพื่อนใหม่ ๆ

การมีสังคมบนโลกออนไลน์ง่ายขึ้นเป็นกองด้วยการมีบล็อก เพราะเรื่องราวในบล็อกของเราจะเป็นสื่อที่ทำให้คนอื่นทั่วไปในอินเทอร์เน็ตรู้จักเรามากขึ้น การโพสต์รูปหรือข้อความหลายเท่านัก ซึ่งการคอมเมนต์บล็อกช่วยให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและได้เพื่อนเพิ่มขึ้นอีกด้วย

2.4 ค้าขายสินค้าในเว็บบล็อก

บล็อกนั้นก็เป็นเหมือนเว็บไซต์ส่วนตัวของ จึงมีหลายคนใช้เว็บบล็อกเป็นแหล่งให้ข้อมูลและใช้โพสต์รูปสินค้าไปด้วยแต่ควรตรวจสอบว่าบล็อกที่สมัครได้รับอนุญาติให้ขายสินค้าหรือไม่

2.5 ออกแบบได้ง่าย ไม่เสียเงิน

การสร้างบล็อกสามารถใช้เครื่องมือในการออกแบบได้ง่ายไม่จำเป็นจะต้องรู้เกี่ยวกับภาษาคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการสร้างเว็บไซต์ไม่ต้องซื้อหนังสือเกี่ยวกับการสร้างเว็บไซต์เล่มโต อีกทั้งยังไม่มีค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่บนอินเตอร์เน็ตอีกด้วย

หลักการสร้างบล็อก Blog

การสร้าง Blog อธิบายวิธีการใช้งาน การสร้างบล็อก โดยมี 6 ข้อหลักๆ ดังนี้ (www.blog.spu.ac.th)

1. การ Login เข้า Blog

1.1 การใส่รูปแทนตัว

1.2 การแก้ไข Profile

1.3 การเปลี่ยน password

1.4 แก้ไขลายเซ็น

2. วิธีการ Post เรื่องลงใน Blog

3. วิธีการ Setting

4. จัดการกับ Template

5. การใส่รูปภาพ

5.1 การใส่ Slide ให้รูปภาพ

6. วิธีการใส่ VDO Clips

หลักการเขียนบล็อก

1.เมื่อมีข้อผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นในบล็อก ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบันทึก ข้อมูลเจ้าของบล็อก หรือ ลิงค์ต่างๆ ก็ตาม เจ้าของบล็อกควรแก้ไขและแจ้งให้ผู้อ่านทราบโดยทันที

2.เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในบันทึก ควรจะรักษาข้อความเดิมไว้ แต่จะทำการขีดฆ่าข้อความนั้นเสีย (โดยกดปุ่ม ABC ที่มีขีดกลางทับ ที่แผงเครื่องมือการเขียนบันทึก) แล้วแสดงข้อความใหม่ตามข้อความเดิมนั้นๆ

3.ห้ามลบทิ้งบันทึกที่เขียนไว้แล้วเด็ดขาด เพราะลิงค์ที่อยู่ของบันทึกจะถูกลบออกไปด้วย และหากมีผู้อื่นอ้างอิงงานเขียนชิ้นนี้อยู่บ้างแล้ว ก็จะไม่สามารถคลิ๊กมายังลิงค์นั้นๆได้ แต่หากเจ้าของบล็อกมีบันทึกที่สร้างขึ้นเพื่อทดสอบการใช้งาน ก็ควรทำการลบบันทึกประเภทนี้ออก

4.ไม่ควรลบข้อคิดเห็นของผู้อ่าน ยกเว้นเป็นข้อคิดเห็นที่ไม่สุภาพสร้างความปั่นป่วนหรือเป็น spam

5.ไม่ควรเขียนอ้างอิงถึงข้อพิพาทความไม่ลงรอยใดๆ กับผู้อื่น

6.เจ้าของบล็อกที่เขียนเกี่ยวเนื่องกับองค์กรที่ทำงาน ไม่ควรเขียนบันทึกใดๆ ที่เป็นการละเมิดสัญญาจ้างงาน

7.เจ้าของบล็อกควรนำเสนอและแยกแยะประเด็นระหว่าง ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น และข้อความโฆษณา ให้ผู้อ่านได้เข้าใจอย่างถูกต้อ

8.ห้ามนำเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จ

9.หากไม่เห็นด้วยกับข้อคิดเห็นที่ผู้อ่านเสนอมาในบล็อก เจ้าของบล็อกก็ควรแสดงข้อคิดเห็นตอบกลับโดยความเคารพในข้อคิดเห็นที่แตกต่างกัน โดยไม่นำมาเป็นเรื่องส่วนตัว

10.เมื่อมีการใช้ข้อความบางส่วนจากที่อื่น ควรอ้างอิงแหล่งที่มาและลิงค์ที่อยู่อย่างชัดเจน และไม่ควรใช้ข้อความทั้งหมดทั้งหมดจากแหล่งอื่นมาใส่ในบันทึก

11.ควรเน้นคุณภาพงานเขียนของทุกบันทึก เช่น ตรวจสอบการสะกดคำก่อนตีพิมพ์บันทึกนั้นๆ ลงในบล็อก

12.ควรเขียนบันทึกอย่างรอบคอบและถูกต้อง

13.ควรตอบอีเมลและข้อคิดเห็นที่ได้รับจากผู้อ่านอย่างเหมาะสมและโดยทันที

14.ควรเขียนบล็อกเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง